Home

จัดหนัก จัดเต็ม กับมหกรรมงานเกมสุดมันส์แห่งปี Extreme Games 2019!

จบลงได้อย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม กับงาน Extreme Games 2019 ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาของค่าย ELECTRONICS EXTREME ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในประเทศไทย ที่รวมเอากิจกรรมและความสนุกสนานของทุกเกมในเครือ EXE ไม่ว่าจะเป็น RAGNAROK ONLINE, CABAL และ INFESTATION มาไว้ที่งานนี้ พร้อมทั้งไฮไลท์การแถลงข่าวเปิดตัวเกมมือถือตัวใหม่ NEW GUNBOUND และการแถลงข่าวความร่วมมือกับบริษัท GRAVITY จากประเทศเกาหลีใต้ ในการร่วมกันพัฒนาเกมใหม่ล่าสุด RAGNAROK BATTLE ACADEMY (ROBA) ที่ได้ลิขสิทธิ์ตัวละครมาจากเกม RAGNAROK ONLINE โดยงานนี้ได้ถูกจัดขึ้นที่ GMM LIVE HOUSE ห้าง CENTRAL WORLD โดยภายในงานได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวเกมมือถือตัวใหม่ NEW GUNBOUND พัฒนาโดยบริษัท SOFTNYX ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเดียวกับ GUNBOUND ในเวอร์ชั่น PC ที่เคยเปิดให้บริการและได้รับความนิยมจากเกมเมอร์ชาวไทยเป็นจำนวนมาก โดยในเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนามาเป็นเกมมือถือนี้จะมีการผสมผสานจุดเด่นของเกม GUNBOUND ที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมกับเพิ่ม Features และระบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามา เพื่อรองรับกลุ่มผู้เล่นทั้งคนที่เคยเล่นและรู้จักเกม GUNBOUND มาแล้ว และเกมเมอร์รุ่นใหม่ที่กำลังมองหาเกมแนว Casual ให้ทุกคนสามารถสนุกกับเกมนี้ได้ทุกคน และเล่นเกมนี้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเกมนี้จะเปิดให้บริการโดยบริษัท ELECTRONICS EXTREME โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 10 ประเทศภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้ คือการแถลงข่าวการร่วมกันเป็นผู้พัฒนาเกมใหม่ RAGNAROK BATTLE ACADEMY (ROBA) ที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากเกม RAGNAROK ONLINE โดยเกมนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท GRAVITY ของเกาหลี (เจ้าของลิขสิทธิ์ RAGNAROK) และ EXTREME STUDIO ของไทย โดยตัวเกมจะเป็นรูปแบบ Battle Royale ที่ผสานความเป็น RPG แบบ RAGNAROK ผู้เล่นจะได้จำลองว่าตัวเองเป็น Novice ที่จะต้องฝึกฝนพยายามต่อสู้และเอาชีวิตรอดจากทั้งมอนสเตอร์ และผู้เล่นอื่น เพื่อที่จะได้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่สามารถรอดชีวิตและเป็นผู้ชนะในเกมนั้นๆ ได้ ซึ่งตอนนี้ตัวเกมได้ถูกพัฒนาไปแล้วประมาณ 80% และเมื่อตัวเกมแล้วเสร็จ ทางผู้พัฒนามีแผนที่จะเปิดให้บริการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน (SEA) โดยคาดว่าจะสามารถให้ผู้เล่นได้เริ่มเข้าร่วมทดสอบเกมฯ ได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า นอกจากนี้ภายในงานยังมีศิลปินและแขกรับเชิญมากมายที่มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับงาน EXTREME GAMES 2019 ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโชว์พิเศษจากน้องๆ ไอดอล “วง SWEAT 16!” และเกมแคสเตอร์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง ARTHUR, ThisKK, MintAUKA, KWANG ARISA ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี Mini-Concert จากนักร้องชื่อดังไม่ว่าจะเป็น CDGUNTEE, NICECNX และวง COCKTAIL และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับงานในครั้งนี้ก็คือการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยของ 2 เกมในเครือทั้ง RAGNAROK THAILAND CHAMPIONSHIP 2019 (RTC2019) และ CABAL PVP ENCOUNTER รอบ GRAND FINAL ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1,300,000 บาท อีกทั้งยังมีการประเดิมการแข่งขันรายการแรกของเกม New Gunbound ภายในงาน กับรายการ Duo Shooting Star Tournament ที่ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 บาท พร้อมได้เป็นเจ้าของไอเทมสุดพิเศษก่อนใครในเซิร์ฟเวอร์ สำหรับงาน EXTREME GAMES 2019 ได้ถูกจัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 4 ด้วยความตั้งใจของทาง ELECTRONICS EXTREME ที่จะสร้างเสริมคอมมูนิตี้ของเกมเมอร์ทุกๆ คนให้มีพื้นที่ได้เข้ามาพบปะพูดคุย ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงการจัดการแข่งขัน ESPORT ของเกมในเครือ EXE เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกมเมอร์ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับตัวเกมมากขึ้น อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยสร้างสรรค์พัฒนาวงการอุตสาหกรรมเกมของไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลยิ่งขึ้น ซึ่งงานในแต่ละปี นอกเหนือไปจากการนำคอนเท้นท์ของเกมในเครือไปจัดแสดงให้เกมเมอร์ทุกคนได้เข้าร่วมแล้ว เรายังมีการแสดงและกิจกรรมพิเศษจากแขกรับเชิญและศิลปินที่มีชื่อเสียงที่เข้ามาร่วมสร้างสีสันให้งานมีความสนุกครบครันและน่าประทับใจที่สุด เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

อ่านต่อ »

dtac คว้าคลื่น700 MHzต่อยอดสู่5G

ดีแทคพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตสู่อนาคต เสริมคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz สู่ชุดคลื่นความถี่ (Spectrum portfolio) เพื่อให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั่วไทยด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น คลื่นใหม่ยังพร้อมต่อยอดสู่ 5G ทั้งนี้ ดีแทคได้เป็นผู้ให้บริการที่มีแบนด์วิดท์สำหรับดาวน์ลิงก์จำนวน 80 MHz ที่กว้างที่สุดในประเทศไทยจากคลื่นที่มีให้บริการทั้งหมด 130 MHz (รวมคลื่น 2300 MHz โรมมิ่งบนคลื่นทีโอที) นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อลูกค้าของเรา ทั้งนี้ จากการที่ดีแทคได้รับการจัดสรรคลื่นย่าน 700 MHz จำนวน 2×10 MHz ซึ่งเป็นคลื่นย่านความถี่ต่ำ (low band) จากสำนักงาน กสทช. ดีแทคจะได้ขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่การครอบคลุมสัญญาณ และเพิ่มความจุของโครงข่าย ขณะนี้โครงข่ายของดีแทคสามารถครอบคลุม 94% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ และคลื่นความถี่ต่ำย่าน 700 MHz จะมาเสริมความแกร่งให้ดีแทคให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คลื่น 700 MHz ดังกล่าวมีราคา 17,584 ล้านบาท โดยมีใบอนุญาตในการดำเนินการ 15 ปี และจะเริ่มใช้คลื่นความถี่ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 หรือจนกว่า กสทช. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น ดีแทคมั่นใจในคลื่น 700MHz ซึ่งเป็นคลื่นย่านความถี่ต่ำจะมาเติมเต็มประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการเพื่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะนำไปต่อยอดการให้บริการ 5G ในอนาคตอีกด้วย เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

อ่านต่อ »

บริษัทเจาะอุโมงค์ไฮเปอร์ลูปของ “อิลอน มัสก์” ระดมทุนล่าสุด $117 ล้าน

บริษัท Boring Co ของมหาเศรษฐีนักพัฒนาเทคโนโลยี อิลอน มัสก์ หาเงินลงทุนได้เพิ่มอีก $117 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดยมาจากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยชื่อ 20 รายด้วยกัน จากการเปิดเผยของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ Boring Co เคยระดมทุนได้มาแล้ว 112 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งมัสก์เป็นผู้ลงทุนราว 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว Boring Co คือบริษัทที่ อิลอน มัสก์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขุดเจาะอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งใต้ดินความเร็วสูงแห่งอนาคตที่เรียกว่า Hyperloop ที่มีเป้าหมายสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงที่ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Boring Co ได้สร้างอุโมงค์ทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วที่เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีแผนจะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มที่นครชิคาโกและนครลาสเวกัสเร็วๆ นี้ Hyperloop คือระบบท่อขนส่งแรงดันต่ำที่ใช้ยานพาหนะคล้ายแคปซูลในการเดินทางภายในท่อนั้น ทำให้เดินทางได้เร็วเพราะมีแรงต้านทานน้อย และประหยัดพลังงาน โดยตัวท่อจะมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินและอยู่ใต้ดิน อิลอน มัสก์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทด้านอวกาศ SpaceX ด้วยนั้น ระบุว่า ระบบรถด่วน Hyperloop จะสามารถสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่สำหรับการเดินทางภาคพื้นดิน ด้วยความเร็วใกล้เคียง 1,200 กม./ชม. นั่นหมายความว่า ระยะทางจากนครลอสแองเจลลีสไปนครลาสเวกัส ที่ปกติแล้วใช้เวลาขับรถราว 4 ชม. จะย่นเหลือเพียง 30 นาทีหากเดินทางด้วย Hyperloop เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

อ่านต่อ »

อิตาลี บุกรัว อาร์เมเนีย 3-1 ซิวชัย5นัดรวด คัดยูโร

การเเข่งฟุตบอล ยูโร 2020 รอบคัดเลือก กลุ่มเจ ที่ สนาม วาซเกน ซาร์กสยาน ระหว่าง อาร์เมเนีย ลงสนามพบ อิตาลี อิตาลีของกุนซือโรแบร์โต้ มันชินี่ ผลงานยอดเยี่ยมในยูโร 2020 รอบคัดเลือกกลุ่มเจ เมื่อเก็บชัยชนะ 4 นัดรวด นัดนี้มาเยือนาร์เมเนียของเฮนริค มาร์คิทายาน ที่ผลงานดีอยู่อันดับ 3 ชนะ 2 แพ้ 2 นัดนี้มันชินี่ ขาดตัวเลือกไปหลายตำแหน่งเนื่องจากอาการบาดเจ็บ คู่เซ็นเตอร์แบ็ก อันเดรีย โรมันญอลี่ จึงได้เล่นกับเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ส่วน 3 ประสานในเกมรุกประกอบไปด้วย เฟเดริโก้ เคียซ่า, อันเดรีย เบลอตติ และเฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ผลปรากฏว่า เริ่มเกมมา 11 นาที อาร์เมเนีย ทำช็อคออกนำก่อน 1-0 จาก อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน วซัดด้วยขวาเสียบเสาอย่างเด็ดขาด นาที 28 อิตาลีตามตีเสมอได้สำเร็จ จาก อันเดรีย เบล็อตติ ได้ชาร์จง่ายๆ ในกรอบ 6 หลา สกอร์กลับมาเป็น 1-1 ช่วงทดเจ็บ อเล็กซานเดร คาราเพ็ตยาน คนทำประตูให้อาร์เมเนียมาโดนเหลือง 2 กลายเป็นใบแดงหลังผู้ตัดสินมองว่าขึ้นโหม่งแล้วชักศอกใส่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี ทำให้อาร์เมเนีย ต้องเหลือ 10 คน และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-1 ครึ่งหลัง นาที 77 อิตาลี กลับแซงนำ 2-1 เมื่อ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ เปิดบอลยาวเข้าเขตโทษให้ ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองโขกเช็ดบางๆ ส่งบอลเสาเสาไกลเข้าไป สกอร์ไหลเป็น 3-1 ในนาที 80 เมื่อ สเตฟาน เซนซี่ อีกหนึ่งสำรองจ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ อันเดรีย เบล็อตติ จับแล้วพลิกยิงด้วยซ้ายบอลชนเสาก่อนเด้งโดนตัว อาราม อายราเพ็ตยาน นายทวารอาร์เมียแล้วเข้าประตูไป หมดเวลาการแข่งขัน อิตาลี บุกมาชนะ อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไปได้ 3-1 ทำสถิติชนะรวด 5 นัดในกลุ่มเจ เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

อ่านต่อ »

หุ่นยนต์ ‘จะมาแทนที่คนงานในโรงงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ในปี 2030

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า งานในภาคการผลิตทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านตำแหน่ง อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในปี 2030 อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุด้วยว่า ตำแหน่งงานในภาคบริการ ก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มตำแหน่งงานด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ตัว จะมาแทนที่งานในภาคการผลิต 1.6 ตำแหน่งงาน โดยภูมิภาคใดยิ่งมีงานที่ใช้ทักษะน้อยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ภูมิภาคที่คนมีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า และมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จะเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่หุ่นยนต์มากกว่า บทวิเคราะห์ โดย โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี เราเห็นการคาดการณ์มาแล้วมากมายว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนที่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงผู้สื่อข่าว ขณะที่งานที่ไม่ได้ใช้แรงงานก็กลับมามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย แต่ในรายงานนี้ได้นำเสนอมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นย้ำถึงผลดีในด้านผลิตภาพจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโต นั่นหมายความว่า แม้จะมีการสูญเสียตำแหน่งงานไป แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่า รายงานนี้จะเห็นว่า หุ่นยนต์เริ่มเข้าไปทำงานในภาคบริการ จากเดิมที่ถูกนำไปใช้งานในภาคการผลิตเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคการผลิตก็จะยังคงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในจีน ซึ่งมีแรงงานจำนวนมากที่อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ส่วนงานในภาคบริการที่เผชิญความเสี่ยง อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง การขนส่ง หรือการก่อสร้าง มากกว่าด้านกฎหมายหรือสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคนที่มีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ที่ย้ายมาจากภาคการผลิตด้วย ความท้าทายสำหรับรัฐบาลต่าง ๆ ก็คือ จะส่งเสริมนวัตกรรมที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วอย่างไร ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่า จะไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นด้วย อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ยังพบว่า งานใดที่ต้องทำซ้ำ ๆ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนมากขึ้น ส่วนงานที่จำเป็นต้องใช้ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ หรือการเข้าสังคม น่าจะยังต้องใช้คนในการทำงานต่อไป “อีกหลายสิบปี” ทางบริษัทเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคธุรกิจ แรงงาน และครู ช่วยกันคิดว่า จะพัฒนาทักษะแรงงานอย่างไรให้สอดคล้องกับการที่มีหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ปี 2000 ภาคการผลิตมีการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนแล้วราว 1.7 ล้านตำแหน่งงาน รวมถึง 400,000 ตำแหน่งงานในยุโรป 260,000 ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ และ 550,000 ตำแหน่งงานในจีน อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่า จีนจะนำหุ่นยนต์มาใช้ในภาคการผลิตมากที่สุด โดยในปี 2030 จีนจะมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากถึง 14 ล้านตัว ส่วนในสหราชอาณาจักร อาจจะมีงานหลายแสนตำแหน่งที่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ อย่างไรก็ตาม อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ประเมินว่า หากมีหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 30% จะทำให้ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของทั้งโลก เพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 153.7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับที่สูญเสียตำแหน่งงานไปเพราะหุ่นยนต์ เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

อ่านต่อ »

บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์ชงกาแฟ “โรโบ-บาริสต้า”

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งหุ่นยนต์ตัวล่าสุดซึ่งรับหน้าที่ชงกาแฟหอมๆ ตอนเช้าๆ อย่าแปลกใจ ถ้ากาแฟถ้วยที่คุณดื่มที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ต้ม ผสมและชงโดยมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ผลิตโดยบริษัท QBIT Robotics คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ ประธานบริษัท QBIT Robotics กล่าวว่า ทางบริษัทผลิตหุ่นยนต์ชงกาแฟขึ้นมาเพราะต้องการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าพร้อมกับกาแฟหอมๆ บริษัท QBIT Robotics คือผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ในหลายสาขา เช่น ความบันเทิงและบริการด้านอาหาร ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำ อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขาอาชีพ คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ อธิบายการทำงานของหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ว่า ลูกค้าต้องเริ่มด้วยการเดินไปสั่งกาแฟด้วยตัวเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเวลาสั่งกาแฟที่ร้านกาแฟทั่วไป จากนั้นก็ไปยืนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเสิร์ฟ ซึ่งรวมถึงล้างเครื่องกรองกาแฟให้ด้วย หุ่นยนต์ robo-barista ตัวนี้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลักษณะกาแฟที่ลูกค้าแต่ละคนสั่ง รวมถึงการแสดงออกของลูกค้าเมื่อได้จิบกาแฟแก้วนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานต่อไป นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กาแฟแก้วต่อไปจะรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม คุณแอนน์ รูฟฟินู ลูกค้าของเจ้า robo-barista บอกว่า ตนรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งกาแฟกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าสนใจ สำหรับรสชาติของกาแฟนั้น คุณกิลส์ รูฟฟินู ลูกค้าอีกผู้หนึ่งบอกว่า “ใช้ได้เลยทีเดียว” บริษัท QBIT Robotics ตั้งเป้าว่าจะขายหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ได้ 300 ตัว ภายในสองปี และนอกจากชงกาแฟแล้วยังจะพัฒนาให้ทำเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ด้วย รวมทั้งอาจถึงขั้นทำอาหารได้ในอนาคต อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวราเมนหรือแกงต่างๆ เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

อ่านต่อ »